| group | value |
|---|---|
| Group 1 | 10 |
| Group 1 | 12 |
| Group 1 | 14 |
| Group 1 | 15 |
| Group 1 | 11 |
| Group 1 | 13 |
| Group 1 | 16 |
| Group 1 | 18 |
| Group 1 | 19 |
| Group 1 | 17 |
| Group 2 | 8 |
| Group 2 | 9 |
| Group 2 | 11 |
| Group 2 | 10 |
| Group 2 | 12 |
| Group 2 | 10 |
| Group 2 | 13 |
| Group 2 | 14 |
| Group 2 | 15 |
| Group 2 | 12 |
3 เมนู T-Test
ผู้อ่านสามารถโหลดข้อมูลได้จาก Google Drive นี้
เมนู T-Tests ใน jamovi ใช้สำหรับการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย โดยในบทนี้จะกล่าวถึง 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
- Independent Samples T-Test
- Paired Samples T-Test
- One Sample T-Test
ก่อนเลือกใช้ t-test ควรพิจารณาว่าข้อมูลเป็นกลุ่มอิสระต่อกัน เป็นข้อมูลแบบจับคู่ หรือเป็นข้อมูลกลุ่มเดียวที่ต้องการเปรียบเทียบกับค่าที่กำหนดไว้
3.1 Independent Samples T-Test
Independent Samples T-Test ใช้สำหรับเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของ สองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างนักศึกษาชายและนักศึกษาหญิง หรือเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่เป็นคนละกลุ่มกัน
3.1.1 การกำหนดสมมติฐาน
สำหรับการทดสอบแบบสองทาง (two-sided test) สามารถกำหนดสมมติฐานได้ดังนี้
\[ H_0:\mu_1=\mu_2 \]
\[ H_1:\mu_1\neq\mu_2 \]
โดยที่ \(\mu_1\) และ \(\mu_2\) คือค่าเฉลี่ยประชากรของกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ตามลำดับ
หากกำหนดระดับนัยสำคัญ \(\alpha=0.05\)
- ถ้า \(p<0.05\) จะ ปฏิเสธ \(H_0\) และสรุปว่ามีหลักฐานทางสถิติว่าค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มแตกต่างกัน
- ถ้า \(p\geq0.05\) จะ ไม่ปฏิเสธ \(H_0\) ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มแตกต่างกัน
เมื่อ \(p\geq\alpha\) ควรใช้คำว่า “ไม่ปฏิเสธสมมติฐานหลัก” มากกว่า “ยอมรับสมมติฐานหลัก” เพราะผลการทดสอบไม่ได้พิสูจน์ว่า \(H_0\) เป็นจริง เพียงแต่หลักฐานจากตัวอย่างยังไม่เพียงพอที่จะปฏิเสธ \(H_0\)
3.1.2 Student’s t-test และ Welch’s t-test
การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มอิสระมีรูปแบบที่ใช้บ่อย 2 แบบ
Student’s t-test ใช้ภายใต้สมมติฐานว่าความแปรปรวนของสองกลุ่มเท่ากัน โดยใช้ความแปรปรวนรวม (pooled variance)
\[ t= \frac{\bar X_1-\bar X_2} {s_p\sqrt{\frac{1}{n_1}+\frac{1}{n_2}}} \]
เมื่อ
\[ s_p^2= \frac{(n_1-1)s_1^2+(n_2-1)s_2^2} {n_1+n_2-2} \]
และ
\[ df=n_1+n_2-2 \]
Welch’s t-test ไม่ต้องสมมติว่าความแปรปรวนของสองกลุ่มเท่ากัน โดยใช้
\[ t= \frac{\bar X_1-\bar X_2} {\sqrt{\frac{s_1^2}{n_1}+\frac{s_2^2}{n_2}}} \]
องศาเสรีของ Welch’s t-test คำนวณด้วยสูตร Welch–Satterthwaite ซึ่งโดยทั่วไปโปรแกรม jamovi จะคำนวณให้โดยอัตโนมัติ
หากไม่มั่นใจว่าความแปรปรวนของทั้งสองกลุ่มเท่ากันหรือไม่ ควรตรวจสอบผลการทดสอบความเท่ากันของความแปรปรวน และพิจารณาใช้ Welch’s t-test เมื่อสมมติฐานความแปรปรวนเท่ากันไม่เหมาะสม
3.1.3 ตัวอย่าง Independent Samples T-Test
พิจารณาข้อมูล 2 กลุ่มดังนี้
กลุ่มที่ 1 (Group 1):
\[ 10,\ 12,\ 14,\ 15,\ 11,\ 13,\ 16,\ 18,\ 19,\ 17 \]
กลุ่มที่ 2 (Group 2):
\[ 8,\ 9,\ 11,\ 10,\ 12,\ 10,\ 13,\ 14,\ 15,\ 12 \]
ข้อมูลสำหรับนำเข้าสู่ jamovi ควรจัดให้อยู่ในรูปแบบ long format คือ มีหนึ่งคอลัมน์สำหรับระบุกลุ่ม และอีกหนึ่งคอลัมน์สำหรับค่าที่ต้องการวิเคราะห์
เมื่อนำข้อมูลเข้าสู่ jamovi และกำหนดชนิดของตัวแปรให้ถูกต้องจะได้
จากนั้นเลือกเมนู Analyses → T-Tests → Independent Samples T-Test
ผู้ใช้สามารถเลือกแสดงผลเพิ่มเติมได้ เช่น
- Descriptives
- Mean difference
- Confidence interval
- Effect size
- Normality test
- Equality of variances test
- Descriptive plots
จากผลการทดสอบ หากค่า \(p<0.05\) จะปฏิเสธ \(H_0\) และสรุปว่าค่าเฉลี่ยของ Group 1 และ Group 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
อย่างไรก็ตาม การรายงานผลควรพิจารณาค่า mean difference, confidence interval และ effect size ร่วมด้วย ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่า p-value เท่านั้น
“ค่าเฉลี่ยของ Group 1 แตกต่างจาก Group 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05”
จากนั้นควรรายงานค่า \(t\), \(df\), \(p\), ช่วงความเชื่อมั่น และ effect size ตามผลลัพธ์ที่ jamovi แสดง
3.2 Paired Samples T-Test
Paired Samples T-Test ใช้สำหรับเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของข้อมูล สองชุดที่สัมพันธ์กัน เช่น
- การวัดคนกลุ่มเดิมก่อนและหลังการทดลอง
- คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาคนเดิม
- ข้อมูลจากคู่ที่จับคู่กันไว้ล่วงหน้า
แนวคิดสำคัญของ Paired Samples T-Test คือการนำค่าของแต่ละคู่มาหา ผลต่าง แล้วทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของผลต่างแตกต่างจาก 0 หรือไม่
3.2.1 การกำหนดสมมติฐาน
ให้
\[ D_i=X_{1i}-X_{2i} \]
สมมติฐานสำหรับการทดสอบแบบสองทางคือ
\[ H_0:\mu_D=0 \]
\[ H_1:\mu_D\neq0 \]
โดยที่ \(\mu_D\) คือค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างข้อมูลที่จับคู่กัน
ค่าสถิติทดสอบคือ
\[ t= \frac{\bar D} {s_D/\sqrt{n}} \]
โดยที่
- \(\bar D\) คือค่าเฉลี่ยของผลต่าง
- \(s_D\) คือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่าง
- \(n\) คือจำนวนคู่ข้อมูล
และ
\[ df=n-1 \]
สมมติฐานเรื่องการแจกแจงปกติของ Paired Samples T-Test พิจารณาที่ ค่าผลต่างระหว่างคู่ ไม่ใช่พิจารณาการแจกแจงของตัวแปรก่อนและหลังแยกจากกัน
3.2.2 ตัวอย่าง Paired Samples T-Test
ข้อมูลก่อนและหลังการทดลองมีดังนี้
ก่อนการทดลอง:
\[ 15,\ 18,\ 20,\ 22,\ 25,\ 17,\ 19,\ 21,\ 23,\ 16 \]
หลังการทดลอง:
\[ 13,\ 16,\ 18,\ 20,\ 21,\ 19,\ 22,\ 24,\ 26,\ 17 \]
กำหนดสมมติฐาน
\[ H_0:\mu_D=0 \]
\[ H_1:\mu_D\neq0 \]
สำหรับข้อมูลแบบจับคู่ ควรจัดข้อมูลของตัวแปรก่อนและหลังไว้คนละคอลัมน์ โดยแต่ละแถวต้องเป็นข้อมูลจากหน่วยตัวอย่างเดียวกัน
| x1 | x2 |
|---|---|
| 15 | 13 |
| 18 | 16 |
| 20 | 18 |
| 22 | 20 |
| 25 | 21 |
| 17 | 19 |
| 19 | 22 |
| 21 | 24 |
| 23 | 26 |
| 16 | 17 |
นำข้อมูลเข้าสู่ jamovi
เลือกเมนู Analyses → T-Tests → Paired Samples T-Test
ผลการทดสอบที่ได้
หากผลการทดสอบให้ค่า \(p\geq0.05\) จะ ไม่ปฏิเสธ \(H_0\) กล่าวคือ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าค่าเฉลี่ยก่อนและหลังแตกต่างกัน
หากตาราง Normality Test (Shapiro–Wilk) ของค่าผลต่างให้ค่า \(p<0.05\) แสดงว่ามีหลักฐานว่าการแจกแจงของค่าผลต่างเบี่ยงเบนจากการแจกแจงปกติ จึงควรพิจารณาร่วมกับ Q–Q plot และลักษณะของข้อมูล
สำหรับกรณีที่สมมติฐานการแจกแจงปกติของผลต่างไม่เหมาะสม อาจพิจารณาใช้ Wilcoxon signed-rank test เป็นทางเลือกแบบไม่อาศัยพารามิเตอร์
ควรพิจารณา effect size และ confidence interval ของ mean difference ร่วมกับ p-value เพื่อให้เห็นทั้งนัยสำคัญทางสถิติและขนาดของความแตกต่าง
3.3 One Sample T-Test
One Sample T-Test ใช้สำหรับตรวจสอบว่าค่าเฉลี่ยของประชากรจากข้อมูลหนึ่งกลุ่มแตกต่างจาก ค่าที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (test value หรือ hypothesized mean) หรือไม่
ตัวอย่างเช่น
- ทดสอบว่าคะแนนเฉลี่ยแตกต่างจาก 50 หรือไม่
- ทดสอบว่าน้ำหนักเฉลี่ยแตกต่างจากค่ามาตรฐานที่กำหนดหรือไม่
- ทดสอบว่าเวลาเฉลี่ยในการให้บริการแตกต่างจากเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่
3.3.1 การกำหนดสมมติฐาน
สำหรับการทดสอบแบบสองทาง
\[ H_0:\mu=\mu_0 \]
\[ H_1:\mu\neq\mu_0 \]
โดยที่ \(\mu_0\) คือค่าที่กำหนดไว้สำหรับใช้เปรียบเทียบ
ค่าสถิติทดสอบคือ
\[ t= \frac{\bar X-\mu_0} {s/\sqrt{n}} \]
โดยที่
- \(\bar X\) คือค่าเฉลี่ยของตัวอย่าง
- \(\mu_0\) คือค่าที่ต้องการทดสอบ
- \(s\) คือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของตัวอย่าง
- \(n\) คือขนาดตัวอย่าง
และ
\[ df=n-1 \]
3.3.2 ตัวอย่าง One Sample T-Test
พิจารณาข้อมูล
\[ X= [18,\ 22,\ 25,\ 19,\ 21,\ 23,\ 16,\ 20,\ 24,\ 17] \]
ต้องการทดสอบว่าค่าเฉลี่ยแตกต่างจาก 20 หรือไม่
กำหนดสมมติฐาน
\[ H_0:\mu=20 \]
\[ H_1:\mu\neq20 \]
สร้างตารางข้อมูลสำหรับนำเข้าสู่ jamovi
| X |
|---|
| 18 |
| 22 |
| 25 |
| 19 |
| 21 |
| 23 |
| 16 |
| 20 |
| 24 |
| 17 |
นำข้อมูลเข้าสู่ jamovi
เลือกเมนู Analyses → T-Tests → One Sample T-Test และกำหนด Test Value เท่ากับ 20
ผลลัพธ์การคำนวณ
หากค่า \(p\geq0.05\) จะ ไม่ปฏิเสธ \(H_0\) ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าค่าเฉลี่ยของข้อมูลแตกต่างจาก 20
ไม่ควรสรุปว่า “ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 20 อย่างแน่นอน” เพราะการไม่ปฏิเสธ \(H_0\) ไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่า \(H_0\) เป็นจริง
ตาราง Descriptives ใช้แสดงสถิติพรรณนาของตัวแปร \(X\) เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขนาดตัวอย่าง
3.4 สรุปการเลือกใช้ t-test
| คำถาม | การทดสอบที่เหมาะสม |
|---|---|
| เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคนละ 2 กลุ่มที่เป็นอิสระกัน | Independent Samples T-Test |
| เปรียบเทียบก่อน–หลังของกลุ่มเดิม หรือข้อมูลที่จับคู่กัน | Paired Samples T-Test |
| เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มเดียวกับค่าที่กำหนด | One Sample T-Test |
ก่อนสรุปผลจาก t-test ควรพิจารณาร่วมกันทั้ง
- รูปแบบการเก็บข้อมูลและความเป็นอิสระของข้อมูล
- การแจกแจงของข้อมูลหรือค่าผลต่างตามชนิดของ t-test
- ความเท่ากันของความแปรปรวนในกรณี Independent Samples T-Test
- ค่า p-value
- ช่วงความเชื่อมั่น (Confidence Interval)
- ขนาดอิทธิพล (Effect Size)
การรายงานเฉพาะว่า “มีนัยสำคัญ” หรือ “ไม่มีนัยสำคัญ” อาจไม่เพียงพอสำหรับการตีความผลอย่างครบถ้วน
3.5 Learning Check
- หากต้องการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาคนเดิม ควรใช้ t-test ชนิดใด?
- หากต้องการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของนักศึกษาสองหลักสูตรที่เป็นคนละกลุ่ม ควรใช้ t-test ชนิดใด?
- หาก One Sample T-Test ให้ \(p=0.21\) เมื่อทดสอบกับค่า 50 ควรสรุปว่าอย่างไร?
- สำหรับ Paired Samples T-Test การตรวจสอบ normality ควรพิจารณาการแจกแจงของตัวแปรใด?












