5 เมนู Regression
ผู้อ่านสามารถโหลดข้อมูลได้จาก Google Drive นี้
Regression เป็นวิธีการทางสถิติที่ใช้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรตาม (dependent variable) กับ ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรทำนาย (independent variables / predictors) และใช้สร้างแบบจำลองสำหรับการอธิบายหรือพยากรณ์ค่าของตัวแปรตาม
วิธี Regression ที่ใช้บ่อย ได้แก่
- Linear Regression
- Multiple Linear Regression
- Binary Logistic Regression
- Multinomial Logistic Regression
- Ordinal Logistic Regression
การเลือกวิธีวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวแปรตามและวัตถุประสงค์ของการศึกษา
5.1 Correlation Matrix
ก่อนสร้างแบบจำลอง Regression ผู้วิเคราะห์มักสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วย Correlation Matrix เพื่อทำความเข้าใจทิศทางและความแรงของความสัมพันธ์เบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม การคำนวณ correlation ไม่ใช่ข้อบังคับก่อนทำ regression และ correlation ไม่สามารถใช้แทนการวิเคราะห์ regression ได้
ใน jamovi สามารถเลือกค่าสหสัมพันธ์ที่ใช้บ่อยได้ 3 วิธี ได้แก่
- Pearson’s correlation
- Spearman’s rho
- Kendall’s tau
5.1.1 Pearson’s Correlation
Pearson’s correlation coefficient ใช้วัด ความสัมพันธ์เชิงเส้น ระหว่างตัวแปรเชิงปริมาณสองตัว
\[ r= \frac{\sum (X_i-\bar X)(Y_i-\bar Y)} {\sqrt{\sum (X_i-\bar X)^2\sum(Y_i-\bar Y)^2}} \]
โดยที่
- \(X_i\) และ \(Y_i\) คือค่าของตัวแปร \(X\) และ \(Y\) ของหน่วยสังเกตที่ \(i\)
- \(\bar X\) และ \(\bar Y\) คือค่าเฉลี่ยของ \(X\) และ \(Y\)
ค่า \(r\) อยู่ระหว่าง \(-1\) ถึง \(1\)
- \(r>0\) แสดงความสัมพันธ์เชิงบวก
- \(r<0\) แสดงความสัมพันธ์เชิงลบ
- \(|r|\) ยิ่งใกล้ 1 แสดงว่าความสัมพันธ์เชิงเส้นยิ่งมาก
- \(r\) ใกล้ 0 หมายถึง ไม่มีหรือมีความสัมพันธ์เชิงเส้นเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น
การพบว่าสองตัวแปรมี correlation สูง ไม่ได้หมายความว่าตัวแปรหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกตัวแปรหนึ่ง
สำหรับการใช้ Pearson’s correlation ควรพิจารณา scatter plot เพื่อดูว่าความสัมพันธ์มีลักษณะเชิงเส้นหรือไม่ และควรระวังค่าสุดโต่ง (outliers) ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อค่า \(r\)
5.1.2 Spearman’s Rho
Spearman’s rank correlation coefficient หรือ Spearman’s rho ใช้วัดความสัมพันธ์แบบ monotonic relationship โดยอาศัยลำดับ (rank) ของข้อมูล
เหมาะสำหรับกรณี เช่น
- ตัวแปรเป็นข้อมูล ordinal
- ความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง แต่มีทิศทางเพิ่มหรือลดอย่างสม่ำเสมอ
- ข้อมูลมี outliers หรือไม่เหมาะกับ Pearson’s correlation
ในกรณีที่ไม่มีอันดับซ้ำ (ties) สามารถเขียนสูตรอย่างง่ายได้เป็น
\[ \rho = 1-\frac{6\sum d_i^2}{n(n^2-1)} \]
โดยที่
- \(d_i\) คือผลต่างของ rank ของข้อมูลคู่ที่ \(i\)
- \(n\) คือจำนวนคู่ข้อมูล
ในทางปฏิบัติ เมื่อมี ties โปรแกรมจะคำนวณ Spearman’s rho จาก Pearson correlation ของค่า rank ที่ได้รับการปรับแล้ว
ค่า \(\rho\) อยู่ระหว่าง \(-1\) ถึง \(1\) และตีความทิศทางในลักษณะเดียวกับ Pearson’s correlation
5.1.3 Kendall’s Tau
Kendall’s tau เป็นสถิติสหสัมพันธ์แบบ rank-based อีกวิธีหนึ่ง โดยพิจารณาคู่ข้อมูลว่าเป็น
- Concordant pair: ลำดับของตัวแปรทั้งสองเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน
- Discordant pair: ลำดับของตัวแปรทั้งสองเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม
ในกรณีอย่างง่ายที่ไม่มี ties สามารถเขียนได้เป็น
\[ \tau = \frac{C-D}{\binom{n}{2}} \]
โดยที่
- \(C\) คือจำนวน concordant pairs
- \(D\) คือจำนวน discordant pairs
ในข้อมูลจริงที่มี ties มักใช้ Kendall’s tau-b ซึ่งมีการปรับค่าตามจำนวน ties
ค่า \(\tau\) อยู่ระหว่าง \(-1\) ถึง \(1\)
5.1.4 Correlation Matrix
Correlation matrix เป็นตารางที่แสดงค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทุกคู่ในชุดข้อมูล ช่วยให้เห็น
- ทิศทางของความสัมพันธ์
- ความแรงของความสัมพันธ์
- ตัวแปรที่อาจสัมพันธ์กันสูงมากจนควรตรวจสอบปัญหา multicollinearity ก่อนสร้าง regression model
ตัวอย่างข้อมูลสำหรับทดลอง
ตัวอย่างผลการคำนวณ correlation ทั้งสามวิธี
นอกจากตาราง correlation แล้ว ควรดู scatter plot ประกอบเพื่อพิจารณารูปแบบความสัมพันธ์และ outliers
5.2 Linear Regression
Linear Regression ใช้เมื่อเราต้องการอธิบายหรือพยากรณ์ตัวแปรตามเชิงปริมาณด้วยตัวแปรอิสระหนึ่งตัวหรือมากกว่า
5.2.1 Simple Linear Regression
เมื่อมีตัวแปรอิสระ 1 ตัว สามารถเขียนแบบจำลองได้เป็น
\[ Y=\beta_0+\beta_1X+\varepsilon \]
โดยที่
- \(Y\) คือตัวแปรตาม
- \(X\) คือตัวแปรอิสระ
- \(\beta_0\) คือ intercept หรือค่าคาดหมายของ \(Y\) เมื่อ \(X=0\)
- \(\beta_1\) คือ slope หรือการเปลี่ยนแปลงโดยเฉลี่ยของ \(Y\) เมื่อ \(X\) เพิ่มขึ้น 1 หน่วย
- \(\varepsilon\) คือค่าคลาดเคลื่อน
5.2.2 Multiple Linear Regression
เมื่อมีตัวแปรอิสระหลายตัว แบบจำลองเขียนได้เป็น
\[ Y= \beta_0+\beta_1X_1+\beta_2X_2+\cdots+\beta_kX_k+\varepsilon \]
ค่าสัมประสิทธิ์ \(\beta_j\) ตีความเป็นการเปลี่ยนแปลงของ \(Y\) ที่สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้น 1 หน่วยของ \(X_j\) เมื่อควบคุมตัวแปรอิสระอื่นในแบบจำลองให้คงที่
5.2.3 การประมาณค่าพารามิเตอร์
ใน Linear Regression แบบมาตรฐาน พารามิเตอร์มักประมาณด้วยวิธี Ordinary Least Squares (OLS) ซึ่งเลือกค่าสัมประสิทธิ์ให้ผลรวมกำลังสองของ residuals มีค่าน้อยที่สุด
\[ \min \sum_{i=1}^{n}(y_i-\hat y_i)^2 \]
5.2.4 การประเมินแบบจำลอง
ค่าที่ควรพิจารณา ได้แก่
- \(R^2\): สัดส่วนความแปรปรวนของตัวแปรตามที่แบบจำลองอธิบายได้
- Adjusted \(R^2\): ค่า \(R^2\) ที่ปรับตามจำนวนตัวแปรอิสระ
- \(F\)-test: ทดสอบภาพรวมของแบบจำลอง
- Regression coefficients: ใช้พิจารณาทิศทางและขนาดของความสัมพันธ์
- Confidence intervals
- p-values
- Residual diagnostics
ค่า \(R^2\) สูงไม่ได้หมายความว่าแบบจำลองเป็นสาเหตุของตัวแปรตาม และไม่ได้รับประกันว่าแบบจำลองเหมาะสมในทุกด้าน
5.2.5 ข้อสมมติสำคัญของ Linear Regression
ควรตรวจสอบอย่างน้อย
- ความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่าง predictor กับ outcome
- ความเป็นอิสระของ residuals
- ความแปรปรวนของ residuals ค่อนข้างคงที่ (homoscedasticity)
- residuals มีการแจกแจงไม่เบี่ยงเบนจาก normality มากเกินไปเมื่อใช้การอนุมานทางสถิติ
- ไม่มี multicollinearity รุนแรงระหว่าง predictors
เลือกเมนู Analyses → Regression → Linear Regression
ผลการประมาณค่าพารามิเตอร์และการตรวจสอบสมมติฐาน
กราฟที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
5.2.6 แนวทางการตีความ
การอ่านผล Linear Regression ควรพิจารณาเป็นลำดับ
- แบบจำลองโดยรวมมีนัยสำคัญหรือไม่
- \(R^2\) และ Adjusted \(R^2\) มีค่าเท่าใด
- predictor แต่ละตัวมีค่าสัมประสิทธิ์เป็นบวกหรือลบ
- confidence interval และ p-value ของสัมประสิทธิ์เป็นอย่างไร
- residual diagnostics สนับสนุนความเหมาะสมของแบบจำลองหรือไม่
5.3 Logistic Regression
Logistic Regression ใช้เมื่อ ตัวแปรตามเป็นตัวแปรเชิงกลุ่ม โดยรูปแบบของ logistic regression จะขึ้นอยู่กับจำนวนและลำดับของกลุ่ม
jamovi มีเมนูที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- 2 Outcomes: Binary Logistic Regression
- N Outcomes: Multinomial Logistic Regression
- Ordinal Outcomes: Ordinal Logistic Regression
5.4 Binary Logistic Regression
Binary Logistic Regression ใช้เมื่อตัวแปรตามมี 2 กลุ่ม เช่น
- ผ่าน / ไม่ผ่าน
- ซื้อ / ไม่ซื้อ
- Admit / Not Admit
แบบจำลองไม่ได้ประมาณ \(Y\) โดยตรง แต่ประมาณ log odds
\[ \log\left(\frac{p}{1-p}\right) = \beta_0+\beta_1X_1+\cdots+\beta_kX_k \]
โดยที่ \(p=P(Y=1)\)
สามารถแปลงเป็นความน่าจะเป็นได้เป็น
\[ P(Y=1)= \frac{1} {1+\exp[-(\beta_0+\beta_1X_1+\cdots+\beta_kX_k)]} \]
5.4.1 Odds Ratio
เมื่อ exponentiate ค่าสัมประสิทธิ์จะได้
\[ OR=e^{\beta_j} \]
ซึ่งเรียกว่า Odds Ratio
- \(OR>1\): odds ของ outcome เพิ่มขึ้นเมื่อ predictor เพิ่ม
- \(OR<1\): odds ของ outcome ลดลง
- \(OR=1\): ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของ odds
Odds และ probability ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ดังนั้นไม่ควรตีความ Odds Ratio เป็น “เปอร์เซ็นต์ความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้น” โดยตรง
5.4.2 ตัวอย่าง Binary Logistic Regression
ใช้ข้อมูลจาก UCLA ซึ่งมีตัวแปรตาม admit และ predictors ได้แก่ gre, gpa และ rank
admit: ผลการรับเข้าศึกษาแบบ binarygre: คะแนน GREgpa: เกรดเฉลี่ยrank: อันดับของสถาบันเดิม โดย 1 แทนระดับสูงสุด และ 4 แทนระดับต่ำสุด
ตัวอย่างข้อมูลสามารถดาวน์โหลดได้จาก
UCLA Statistical Consulting
ขั้นที่ 1 นำเข้าข้อมูลและกำหนดชนิดตัวแปรให้เหมาะสม
ขั้นที่ 2 เลือกตัวแปรตามและตัวแปรทำนาย
ผู้อ่านสามารถเลือกผลลัพธ์เพิ่มเติม เช่น model fit, odds ratios, confidence intervals และ classification measures ตามวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์
ผลการวิเคราะห์
5.4.3 แนวทางการตีความ Binary Logistic Regression
ควรพิจารณา
- model fit
- coefficient หรือ odds ratio ของ predictor
- confidence interval
- p-value
- การกำหนด reference category ของตัวแปรกลุ่ม
โดยเฉพาะตัวแปร rank ซึ่งเป็นตัวแปรกลุ่ม ควรตรวจสอบว่ากำหนดเป็น nominal หรือ ordinal ตามวัตถุประสงค์ของแบบจำลอง ไม่ควรตีความตัวเลข 1–4 เป็นระยะห่างเชิงปริมาณโดยอัตโนมัติ
5.5 Multinomial Logistic Regression
Multinomial Logistic Regression ใช้เมื่อตัวแปรตามเป็นข้อมูล nominal ที่มี มากกว่า 2 กลุ่มและไม่มีลำดับ
ตัวอย่าง เช่น
- โปรแกรมการเรียน: General / Academic / Vocational
- ประเภทรถยนต์: Compact / Sedan / SUV
แบบจำลองจะเลือกหนึ่งกลุ่มเป็น reference category แล้วสร้างสมการ log odds เพื่อเปรียบเทียบแต่ละกลุ่มกับกลุ่มอ้างอิง
\[ \log \left( \frac{P(Y=k)} {P(Y=\text{reference})} \right) = \beta_{k0} +\beta_{k1}X_1 +\cdots+ \beta_{kp}X_p \]
ดังนั้นการตีความ coefficient หรือ odds ratio ต้องระบุเสมอว่ากำลังเปรียบเทียบกลุ่มใดกับ reference category
5.5.1 ตัวอย่าง Multinomial Logistic Regression
ใช้ข้อมูลจาก UCLA Statistical Consulting:
Multinomial Logistic Regression
นักเรียนระดับมัธยมศึกษาต้องเลือกโปรแกรมการเรียนระหว่าง
- General
- Academic
- Vocational
ต้องการศึกษาว่า คะแนนการเขียน (write) และ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม (SES) มีความสัมพันธ์กับการเลือกโปรแกรมหรือไม่
ตัวแปรประกอบด้วย
prog: ตัวแปรตามประเภทโปรแกรมการเรียนses: ตัวแปรทำนายเชิงกลุ่ม 3 ระดับwrite: คะแนนการเขียน ซึ่งเป็นตัวแปรเชิงปริมาณ
ขั้นที่ 1 โหลดข้อมูล multinomial.xlsx เข้า jamovi และกำหนดชนิดของตัวแปรให้ถูกต้อง
เลือกเมนู N Outcomes
5.5.2 แนวทางการตีความ
ควรตรวจสอบ
- reference category ของ outcome
- reference category ของ categorical predictors
- coefficient / odds ratio
- confidence interval
- p-value
- model fit
5.6 Ordinal Logistic Regression
Ordinal Logistic Regression ใช้เมื่อตัวแปรตามมี หลายระดับที่มีลำดับตามธรรมชาติ เช่น
- น้อย / ปานกลาง / มาก
- ไม่พึงพอใจ / ปานกลาง / พึงพอใจมาก
- Unlikely / Somewhat likely / Very likely
ข้อสำคัญคือระดับของ outcome มีลำดับ แต่ ระยะห่างระหว่างระดับไม่จำเป็นต้องเท่ากัน
แบบจำลองที่ใช้บ่อยคือ proportional odds model
\[ \log \left[ \frac{P(Y\leq j)} {P(Y>j)} \right] = \alpha_j - \beta_1X_1 -\cdots -\beta_pX_p \]
โดยที่
- \(P(Y\leq j)\) คือ cumulative probability
- \(\alpha_j\) คือ threshold หรือ cut-point สำหรับระดับที่ \(j\)
- \(\beta_p\) คือสัมประสิทธิ์ของ predictor
5.6.1 Proportional Odds Assumption
แบบจำลองมาตรฐานสมมติว่าอิทธิพลของ predictor มีค่าเหมือนกันในแต่ละ threshold หรือเรียกว่า proportional odds / parallel lines assumption
หากสมมติฐานนี้ไม่เหมาะสม การตีความ ordinal logistic regression แบบมาตรฐานควรทำด้วยความระมัดระวัง
5.6.2 ตัวอย่าง Ordinal Logistic Regression
ใช้ข้อมูล dat.xlsx
ต้องการศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตัดสินใจสมัครศึกษาต่อระดับปริญญาโท โดย outcome apply มี 3 ระดับ
- unlikely
- somewhat likely
- very likely
ตัวแปรทำนาย ได้แก่
pared: 1 หมายถึงอย่างน้อยหนึ่งคนในผู้ปกครองมีการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาpublic: 1 หมายถึงศึกษาจากสถาบันของรัฐ และ 0 หมายถึงสถาบันเอกชนgpa: เกรดเฉลี่ยปัจจุบัน
ความแตกต่างระหว่างระดับของ apply ไม่จำเป็นต้องมีระยะห่างเท่ากัน จึงเหมาะกับการวิเคราะห์แบบ ordinal
ขั้นที่ 1 โหลดข้อมูลเข้า jamovi และกำหนดลำดับของ outcome ให้ถูกต้อง
เลือกเมนู Ordinal Logistic Regression
ผลการวิเคราะห์
5.6.3 แนวทางการตีความ
ควรพิจารณา
- ทิศทางและขนาดของ coefficient หรือ odds ratio
- confidence interval
- p-value
- ลำดับของ outcome categories
- reference category ของ predictors
- proportional odds assumption
5.7 สรุปการเลือก Regression
| ลักษณะตัวแปรตาม | วิธีที่เหมาะสม |
|---|---|
| เชิงปริมาณต่อเนื่อง | Linear Regression |
| Binary 2 กลุ่ม | Binary Logistic Regression |
| Nominal มากกว่า 2 กลุ่ม | Multinomial Logistic Regression |
| Ordinal มากกว่า 2 ระดับ | Ordinal Logistic Regression |
5.8 สิ่งที่ควรระวังในการตีความ Regression
- Association ไม่ได้หมายถึง causation
- p-value เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ควรดู confidence interval และ effect size / odds ratio
- ควรตรวจสอบ coding และ reference category ของตัวแปรกลุ่ม
- ควรตรวจสอบสมมติฐานและ model diagnostics ให้เหมาะกับชนิดของ regression
- แบบจำลองที่สร้างจากข้อมูลชุดหนึ่งไม่ได้รับประกันว่าจะพยากรณ์ข้อมูลใหม่ได้ดีเสมอไป
5.9 Learning Check
- หาก outcome เป็นคะแนนสอบ ควรเริ่มพิจารณา regression ชนิดใด?
- ถ้า outcome มีเพียง “ซื้อ” และ “ไม่ซื้อ” ควรใช้ regression ชนิดใด?
- ถ้า outcome คือระดับความพึงพอใจ 1–5 ที่มีลำดับ ควรใช้ regression ชนิดใด?
- ถ้า Pearson’s \(r=0\) สามารถสรุปได้หรือไม่ว่าตัวแปรทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์ทุกชนิด?
- Odds Ratio เท่ากับ 1 หมายถึงอะไร?
- เหตุใด Multinomial Logistic Regression จึงต้องระบุ reference category?

























