fail success
50 150
6 เมนู Frequencies
ผู้อ่านสามารถโหลดข้อมูลได้จาก Google Drive นี้
เมนู Frequencies ใน jamovi ใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลุ่ม โดยมีการทดสอบที่สำคัญ ได้แก่
- One Sample Proportion Test
- Chi-Square Goodness-of-Fit Test
- Chi-Square Test of Association
- McNemar Test
การเลือกวิธีวิเคราะห์ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวแปร จำนวนกลุ่ม และลักษณะว่าข้อมูลเป็นอิสระต่อกันหรือเป็นข้อมูลแบบจับคู่
6.1 One Sample Proportion Test
One Sample Proportion Test ใช้สำหรับทดสอบว่าสัดส่วนของประชากรมีค่าเท่ากับค่าที่กำหนดไว้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น
- สัดส่วนของผู้ป่วยที่หายจากโรคเท่ากับ 80% หรือไม่
- สัดส่วนของผู้บริโภคที่พึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์เท่ากับ 70% หรือไม่
- สัดส่วนของนักศึกษาที่สอบผ่านเท่ากับ 60% หรือไม่
6.1.1 2 Outcomes: Binomial Test
เมื่อ outcome มี 2 กลุ่ม เช่น
- Success / Failure
- Yes / No
- Pass / Fail
สามารถใช้ Binomial Test ได้โดยตรง
สมมติฐานสำหรับการทดสอบแบบสองทางคือ
\[ H_0:p=p_0 \]
\[ H_1:p\neq p_0 \]
โดยที่
- \(p\) คือสัดส่วนของประชากร
- \(p_0\) คือสัดส่วนที่กำหนดไว้ภายใต้สมมติฐานหลัก
สำหรับข้อมูลแบบ binary การทดสอบ exact binomial test สามารถใช้ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการประมาณแบบปกติ
เมื่อขนาดตัวอย่างมากพอ อาจใช้การประมาณด้วยสถิติ \(Z\)
\[ Z= \frac{\hat p-p_0} {\sqrt{\frac{p_0(1-p_0)}{n}}} \]
แต่ t-test ไม่ใช่วิธีมาตรฐานสำหรับการทดสอบสัดส่วนหนึ่งกลุ่ม
6.1.2 ตัวอย่าง
สมมติว่ามีผู้ป่วย 200 คน หลังได้รับการรักษาพบว่าหายจากโรค 150 คน
ต้องการทดสอบว่า สัดส่วนของผู้ป่วยที่หายจากโรคเท่ากับ 0.80 หรือไม่ ที่ระดับนัยสำคัญ
\[ \alpha=0.05 \]
กำหนดสมมติฐาน
\[ H_0:p=0.80 \]
\[ H_1:p\neq0.80 \]
จากข้อมูลตัวอย่าง
\[ \hat p=\frac{150}{200}=0.75 \]
หากใช้ normal approximation
\[ Z= \frac{0.75-0.80} {\sqrt{\frac{0.80(1-0.80)}{200}}} \approx -1.768 \]
สำหรับการทดสอบแบบสองทางที่ \(\alpha=0.05\) ค่าวิกฤตโดยประมาณคือ
\[ \pm1.96 \]
เนื่องจาก
\[ -1.96 < -1.768 < 1.96 \]
จึง ไม่ปฏิเสธ \(H_0\)
กล่าวคือ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าสัดส่วนของผู้ป่วยที่หายจากโรคแตกต่างจาก 0.80
ไม่ควรเขียนว่า “สัดส่วนเท่ากับ 0.80” เพียงเพราะ \(p\geq0.05\) เพราะการไม่ปฏิเสธ \(H_0\) ไม่ได้พิสูจน์ว่า \(H_0\) เป็นจริง
สร้างข้อมูลตัวอย่าง
ขั้นที่ 1 นำข้อมูล one_sample_prop_test.xlsx เข้าสู่ jamovi และกำหนดตัวแปรให้เป็น nominal
ขั้นที่ 2 เลือกเมนู
Analyses → Frequencies → 2 Outcomes Binomial Test
และกำหนดค่าตามภาพ
ควรพิจารณาทั้ง
- observed proportion
- test proportion
- p-value
- confidence interval ของสัดส่วน หากมีให้เลือก
6.2 N Outcomes: \(\chi^2\) Goodness-of-Fit Test
Chi-Square Goodness-of-Fit Test ใช้ตรวจสอบว่า ความถี่ที่สังเกตได้ในตัวแปรเชิงกลุ่มหนึ่งตัว สอดคล้องกับสัดส่วนหรือความถี่ที่คาดหวังไว้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น
- สัดส่วนการเลือกสินค้า 3 ยี่ห้อสอดคล้องกับสัดส่วนที่บริษัทคาดไว้หรือไม่
- ผลการทอยลูกเต๋าสอดคล้องกับการแจกแจงแบบเท่า ๆ กันหรือไม่
- สัดส่วนผู้เลือกโปรแกรม A, B และ C สอดคล้องกับค่าที่กำหนดไว้หรือไม่
6.2.1 สมมติฐาน
\[ H_0: \text{สัดส่วนของแต่ละกลุ่มเป็นไปตามสัดส่วนที่คาดหวัง} \]
\[ H_1: \text{มีอย่างน้อยหนึ่งกลุ่มที่มีสัดส่วนแตกต่างจากค่าที่คาดหวัง} \]
ค่าสถิติทดสอบคือ
\[ \chi^2= \sum_{i=1}^{k} \frac{(O_i-E_i)^2}{E_i} \]
โดยที่
- \(O_i\) คือ observed frequency
- \(E_i\) คือ expected frequency
- \(k\) คือจำนวนกลุ่ม
หากค่าความน่าจะเป็นของแต่ละกลุ่มถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าและไม่มีพารามิเตอร์อื่นที่ต้องประมาณจากข้อมูล
\[ df=k-1 \]
6.2.2 ตัวอย่าง
สมมติว่าคาดการณ์สัดส่วนการเลือกพรรค A, B และ C เท่ากับ
\[ 0.40,\quad 0.30,\quad 0.30 \]
ตามลำดับ
จากผู้ตอบ 300 คน พบว่า
- พรรค A: 100 คน
- พรรค B: 120 คน
- พรรค C: 80 คน
สร้างข้อมูล
6.2.3 คำนวณ Expected Counts
จำนวนที่คาดหวังคำนวณจาก
\[ E_i= \text{Expected proportion}_i \times n \]
ดังนั้น
\[ E_A=0.40(300)=120 \]
\[ E_B=0.30(300)=90 \]
\[ E_C=0.30(300)=90 \]
ค่าสถิติทดสอบคือ
\[ \chi^2 = \frac{(100-120)^2}{120} + \frac{(120-90)^2}{90} + \frac{(80-90)^2}{90} \]
\[ \chi^2 = 3.333+10+1.111 = 14.444 \]
และ
\[ df=3-1=2 \]
เนื่องจากค่า \(\chi^2\) มีขนาดใหญ่และให้ค่า \(p<0.05\) จึงปฏิเสธ \(H_0\)
สรุปได้ว่า
สัดส่วนการเลือก A, B และ C แตกต่างจากสัดส่วน 0.40, 0.30 และ 0.30 ที่คาดหวังไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ขั้นที่ 1 นำไฟล์ chi2_test.xlsx เข้าสู่ jamovi
ขั้นที่ 2 เลือกเมนู
Analyses → Frequencies → N Outcomes Chi-Square Test
แล้วกำหนดสัดส่วนที่คาดหวัง
ควรตรวจสอบ expected counts ด้วย หาก expected frequency มีค่าต่ำมาก การประมาณด้วยการแจกแจง \(\chi^2\) อาจไม่เหมาะสม
6.3 Independent Samples Chi-Square Test of Association
Chi-Square Test of Association หรือ Chi-Square Test of Independence ใช้ตรวจสอบว่าตัวแปรเชิงกลุ่มสองตัวมีความสัมพันธ์กันหรือไม่
ตัวอย่าง เช่น
- การสูบบุหรี่ กับการเกิดโรค
- เพศ กับประเภทสินค้าที่เลือก
- ประเภทยา กับผลการรักษา
ข้อมูลจะถูกสรุปให้อยู่ในรูป contingency table
6.3.1 สมมติฐาน
\[ H_0: \text{ตัวแปรทั้งสองเป็นอิสระต่อกัน} \]
\[ H_1: \text{ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน} \]
Expected frequency ของเซลล์ที่ \(i,j\) คำนวณจาก
\[ E_{ij} = \frac{ (\text{Row total}_i) (\text{Column total}_j) }{ \text{Grand total} } \]
และค่าสถิติทดสอบคือ
\[ \chi^2= \sum_{i}\sum_j \frac{(O_{ij}-E_{ij})^2}{E_{ij}} \]
องศาเสรีคือ
\[ df=(r-1)(c-1) \]
6.3.2 ตัวอย่าง
ข้อมูลการสูบบุหรี่และผลการตรวจโรค 10 คน
ตารางความถี่คือ
cancer
smoking Yes No
Yes 3 2
No 1 4
Observed frequencies เป็น
| Smoking | Cancer = Yes | Cancer = No | Total |
|---|---|---|---|
| Yes | 3 | 2 | 5 |
| No | 1 | 4 | 5 |
| Total | 4 | 6 | 10 |
Expected frequencies ภายใต้ \(H_0\) คือ
\[ E_{\text{Yes,Yes}} = \frac{5\times4}{10} = 2 \]
\[ E_{\text{Yes,No}} = \frac{5\times6}{10} = 3 \]
\[ E_{\text{No,Yes}} = \frac{5\times4}{10} = 2 \]
\[ E_{\text{No,No}} = \frac{5\times6}{10} = 3 \]
ดังนั้น Pearson Chi-Square คือ
\[ \chi^2 = \frac{(3-2)^2}{2} + \frac{(2-3)^2}{3} + \frac{(1-2)^2}{2} + \frac{(4-3)^2}{3} \]
\[ \chi^2 \approx 1.667 \]
และ
\[ df=(2-1)(2-1)=1 \]
ผลนี้ให้ค่า \(p>0.05\) จึง ไม่ปฏิเสธ \(H_0\)
กล่าวคือ
จากข้อมูลตัวอย่างนี้ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการสูบบุหรี่และผลการตรวจโรคมีความสัมพันธ์กัน
6.3.3 ข้อควรระวังเกี่ยวกับ Expected Counts
ในตัวอย่างนี้ expected counts เท่ากับ 2 และ 3 ซึ่งค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น Pearson Chi-Square approximation อาจไม่เหมาะสมมากนัก
สำหรับตาราง \(2\times2\) ที่มี expected counts ต่ำ ควรพิจารณา Fisher’s Exact Test
จากตัวอย่างขนาดเล็กนี้ ไม่ควรสรุปว่า “การสูบบุหรี่ไม่มีความสัมพันธ์กับมะเร็งปอด” ในเชิงทั่วไป เพราะตัวอย่างมีเพียง 10 คนและเป็นข้อมูลจำลอง
ข้อสรุปที่เหมาะสมคือ “ข้อมูลตัวอย่างนี้ยังให้หลักฐานไม่เพียงพอ”
นำข้อมูล asso_test.xlsx เข้า jamovi
เลือกเมนูสำหรับสร้าง contingency table และ Chi-Square Test of Association
ในการรายงานผล ควรพิจารณาเพิ่มเติม เช่น
- observed counts
- expected counts
- Pearson’s \(\chi^2\)
- Fisher’s Exact Test เมื่อเหมาะสม
- effect size เช่น Phi หรือ Cramer’s V
6.4 Effect Size สำหรับ Chi-Square Test
การมีนัยสำคัญทางสถิติไม่ได้บอกว่าความสัมพันธ์มีขนาดมากหรือน้อย
สำหรับตาราง \(2\times2\) สามารถใช้ Phi coefficient
\[ \phi= \sqrt{\frac{\chi^2}{n}} \]
สำหรับตารางขนาดใหญ่กว่า \(2\times2\) มักใช้ Cramer’s V
\[ V= \sqrt{ \frac{\chi^2} {n\min(r-1,c-1)} } \]
ค่า effect size ช่วยให้การตีความผลมีความสมบูรณ์มากขึ้น
6.5 Paired Samples McNemar Test
McNemar Test ใช้กับข้อมูลเชิงกลุ่มแบบ binary ที่วัดจากหน่วยตัวอย่างเดิมสองครั้ง หรือเป็นข้อมูลที่จับคู่กัน
ตัวอย่าง เช่น
- ผลตรวจ Positive / Negative ก่อนและหลังการรักษา
- คำตอบ Yes / No ก่อนและหลังการอบรม
- ผลการจำแนกจากวิธี A และวิธี B ในหน่วยตัวอย่างเดียวกัน
McNemar Test ไม่ได้ใช้ข้อมูลทั้งหมดในตารางเท่า ๆ กัน แต่เน้นที่ คู่ที่เปลี่ยนสถานะ หรือ discordant pairs
ตาราง \(2\times2\) สามารถเขียนได้เป็น
| After = Negative | After = Positive | |
|---|---|---|
| Before = Negative | \(a\) | \(b\) |
| Before = Positive | \(c\) | \(d\) |
ค่าที่สำคัญคือ \(b\) และ \(c\)
สมมติฐานคือ
\[ H_0:p_{01}=p_{10} \]
หรือกล่าวอย่างง่ายว่า จำนวนการเปลี่ยนจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่งในสองทิศทางไม่แตกต่างกัน
สำหรับตัวอย่างขนาดใหญ่ สถิติ McNemar แบบไม่มี continuity correction เขียนได้เป็น
\[ \chi^2_{\text{McNemar}} = \frac{(b-c)^2}{b+c} \]
บางโปรแกรมอาจมีตัวเลือก continuity correction
\[ \chi^2_{\text{corrected}} = \frac{(|b-c|-1)^2}{b+c} \]
เมื่อจำนวน discordant pairs มีน้อย ควรพิจารณา exact McNemar test
6.5.1 ตัวอย่างข้อมูลแบบจับคู่
สมมติว่ามีผู้ป่วย 15 คน ได้รับการตรวจโรคก่อนและหลังการรักษา
after
before Positive Negative
Positive 7 3
Negative 2 3
ข้อมูลของผู้ป่วยแต่ละคนต้องอยู่ ในแถวเดียวกัน โดยมีคอลัมน์ before และ after
นี่แตกต่างจากการจัดข้อมูลแบบ long format เพราะ McNemar Test ต้องรักษาความเป็นคู่ของแต่ละหน่วยตัวอย่างไว้
ขั้นที่ 1 นำไฟล์ mcnemar.xlsx เข้า jamovi และกำหนดทั้งสองตัวแปรเป็น nominal
ขั้นที่ 2 เลือกเมนู Paired Samples McNemar Test
6.5.2 การตีความผล
- ถ้า \(p<0.05\) ปฏิเสธ \(H_0\) และสรุปว่ามีหลักฐานว่าการกระจายของผลลัพธ์ก่อนและหลังแตกต่างกัน
- ถ้า \(p\geq0.05\) ไม่ปฏิเสธ \(H_0\) และสรุปว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าผลลัพธ์ก่อนและหลังแตกต่างกัน
ไม่ควรเขียนว่า “ก่อนและหลังเหมือนกันอย่างแน่นอน” เมื่อ \(p\geq0.05\)
6.6 สรุปการเลือกใช้การทดสอบในเมนู Frequencies
| คำถาม | วิธีที่เหมาะสม |
|---|---|
| สัดส่วน binary 1 กลุ่มเท่ากับค่าที่กำหนดหรือไม่ | Binomial Test |
| ความถี่หลายกลุ่มสอดคล้องกับสัดส่วนที่กำหนดหรือไม่ | Chi-Square Goodness-of-Fit |
| ตัวแปร categorical อิสระ 2 ตัวมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ | Chi-Square Test of Association |
| ตัวแปร binary ที่วัดจากคนเดิม 2 ครั้งแตกต่างกันหรือไม่ | McNemar Test |
6.7 สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนสรุปผล
- ตัวแปรเป็น categorical จริงหรือไม่
- ข้อมูลเป็น independent หรือ paired
- expected counts เพียงพอสำหรับ Chi-Square approximation หรือไม่
- หาก expected counts ต่ำ ควรใช้ exact test หรือไม่
- ควรรายงาน effect size เมื่อเหมาะสม
- ไม่ควรตีความ “ไม่ significant” ว่า “ไม่มีความแตกต่างหรือความสัมพันธ์อย่างแน่นอน”
6.8 Learning Check
- หากต้องการทดสอบว่าสัดส่วนผู้สอบผ่านเท่ากับ 70% หรือไม่ ควรใช้วิธีใด?
- หากต้องการตรวจสอบว่าการเลือกสินค้า A, B และ C เป็นไปตามสัดส่วน 0.50, 0.30 และ 0.20 หรือไม่ ควรใช้วิธีใด?
- หากต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศกับประเภทสินค้าที่เลือก ควรใช้วิธีใด?
- หาก expected counts หลายเซลล์ต่ำกว่า 5 ในตาราง \(2\times2\) ควรพิจารณาวิธีใด?
- หากวัดผล Positive/Negative จากผู้ป่วยกลุ่มเดิมก่อนและหลังการรักษา ควรใช้วิธีใด?
- ใน McNemar Test เหตุใดจึงสนใจเฉพาะ discordant pairs?









