บทที่ 10 งานที่กำลังจะหายไป

ท่ามกลางเรื่องราวความสำเร็จ มีความจริงอีกด้านที่หนังสือเล่มนี้ไม่อาจข้ามไป จากการสำรวจทั้งจังหวัด งานช่าง 3 แขนงที่มีสัญญาณความเสี่ยงสูญหายชัดเจนที่สุด คือ

  1. งานเครื่องจักสาน

  2. งานศาสตราวุธ

  3. งานเครื่องสด

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุหลักสรุปได้ 4 ข้อ ดังนี้

ข้อที่ 1 ช่างอายุมากขึ้น สุขภาพไม่เอื้อ ออกไปหาวัสดุอย่างไม้ไผ่หรือใบตองในป่าไม่ไหวแล้ว

ข้อที่ 2 ของสำเร็จรูปจากโรงงานเข้ามาแทนที่ คนไม่จำเป็นต้องสานกระบุงหรือพับกระทงเองอีกต่อไป

ข้อที่ 3 ช่างจำนวนมากไม่มีกิจการเป็นของตัวเอง รายได้ไม่มั่นคงพอจะจูงใจใครมาสืบทอด

ข้อที่ 4 ที่เจ็บปวดที่สุด คือคนในครอบครัวที่ควรจะรับช่วงต่อ ทั้งลูกทั้งหลาน ต่างเลือกเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น

งานแทงหยวก หนึ่งในงานเครื่องสดที่เสี่ยงขาดผู้สืบทอดมากที่สุด

งานแทงหยวก หนึ่งในงานเครื่องสดที่เสี่ยงขาดผู้สืบทอดมากที่สุด

ลองนึกภาพงานเครื่องสดให้ชัดขึ้น การแทงหยวกประดับเมรุ การพับใบตองเป็นบายศรี การร้อยมาลัยพันดวง งานเหล่านี้ทำจากของสด ทำเสร็จใช้งานไม่กี่วันก็ต้องทิ้ง ไม่มีชิ้นงานถาวรให้เก็บสะสม ไม่มีราคาประมูลในตลาดของเก่า ความรู้อยู่ในมือของช่างล้วน ๆ วันที่มือคู่นั้นหยุดทำงาน วิชาก็จบลงตรงนั้น หลายพื้นที่ทุกวันนี้ งานเครื่องสดยังคงอยู่ได้ด้วยแรงศรัทธา ช่างสูงวัยรวมตัวกันทำในงานบุญที่วัดโดยไม่คิดค่าแรง ลานวัดจึงกลายเป็นห้องเรียนสุดท้ายของวิชาเหล่านี้ไปโดยปริยาย

เรื่องของครูพลอย ฉันทะมิตร ช่างทำต้นมโหตรแห่งศรีนคร สะท้อนสถานการณ์นี้ได้ดี ครูยังคงทำพวงมโหตร โครงอสูร และเปรตสำหรับขบวนแห่ในงานประเพณีด้วยใจรัก แต่ก็ยอมรับตรง ๆ ว่าเกรงว่าหากหมดรุ่นนี้แล้วจะไม่มีใครสานต่อ เช่นเดียวกับครูเกศ ช่างสังคโลกโบราณ และช่างอาวุโสอีกหลายท่านที่พูดประโยคคล้ายกันราวกับนัดกันไว้ว่า “ถ้ามีใครอยากเรียน ยินดีสอนให้หมด” ประโยคนั้นมีนัยยะที่สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ช่างหวงวิชา ปัญหาอยู่ที่ไม่มีระบบพา “คนที่อยากเรียน” ไปเจอ “คนที่อยากสอน” ต่างหาก ช่างไม่รู้จะประกาศหาลูกศิษย์ที่ไหน คนรุ่นใหม่ก็ไม่รู้ว่ามีครูรออยู่ และไม่แน่ใจว่าเรียนไปแล้วจะเลี้ยงชีพได้จริง

ช่องว่างนี้สามารถปิดได้ และได้เริ่มลงมือกันไปแล้วผ่าน 3 เครื่องมือ คือ 1.ฐานข้อมูลช่างศิลป์ทั้ง 125 คนในรูปแบบดิจิทัล 2.แผนที่ทางวัฒนธรรมที่ปักหมุดว่าครูช่างแต่ละคนอยู่ที่ไหน และ 3.หลักสูตรที่แปลงวิชาช่างให้ใครก็เข้าถึงได้ เพราะการอนุรักษ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่การเก็บผลงานชิ้นสุดท้ายไว้ในตู้กระจก แต่คือการทำให้มีมือคู่ใหม่มาสร้างผลงานชิ้นต่อไป