บทที่ 2 ภารกิจตามหาช่างศิลป์
“ช่างศิลป์ท้องถิ่น” ในความหมายของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่ศิลปินที่จัดแสดงผลงานในหอศิลป์ แต่คือคนธรรมดาในหมู่บ้าน ที่มีฝีมือเชิงช่างสั่งสมสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ได้รับการฝึกฝนมายาวนาน ยายที่ทอผ้าใต้ถุนบ้าน ลุงที่เหลาไม้ไผ่ทำว่าว ป้าที่พับใบตองเป็นกระทงงามในงานบุญ หรือช่างปั้นที่ขึ้นรูปหม้อดินวันละเป็นร้อยใบ พวกเขาเหล่านี้คือผู้เก็บรักษาความรู้ที่ไม่มีบันทึกไว้ในตำราเล่มใด
ปัญหาคือความรู้แบบนี้ส่วนใหญ่สืบทอดกันในครอบครัวและชุมชนเท่านั้น เมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ข้าวของเครื่องใช้ผลิตจากโรงงานได้ถูกกว่าเร็วกว่า งานหัตถศิลป์จึงค่อย ๆ หมดความสำคัญลง ช่างหลายแขนงแก่ตัวลงโดยไม่มีใครมาขอเรียนวิชา ความรู้ที่ใช้เวลาสั่งสมมาทั้งชีวิต หรืออาจจะหลายชั่วอายุคน เสี่ยงที่จะหายไปพร้อมกับเจ้าของภายในรุ่นเดียว
ด้วยความกังวลนี้ จึงเกิดภารกิจง่าย ๆ แต่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา นั่นคือ ออกตามหาช่างศิลป์ทั่วจังหวัดสุโขทัยให้พบ บันทึกตัวตน เรื่องราว และวิชาความรู้ของพวกเขาไว้อย่างเป็นระบบ ก่อนที่จะสายเกินไป โดยมีวิทยาลัยชุมชนสุโขทัยเป็นแกนกลาง ร่วมกับหน่วยงานด้านการอุดมศึกษาและวัฒนธรรมของจังหวัด
การเดินทางแบ่งเป็นสองระลอก ระลอกแรก ปี พ.ศ. 2565 ลงพื้นที่ 3 อำเภอที่เป็นหัวใจประวัติศาสตร์ คือ เมืองสุโขทัย สวรรคโลก และศรีสัชนาลัย ส่วนระลอกที่สอง ปี พ.ศ. 2566 ตามเก็บอีก 6 อำเภอที่เหลือ คือ ทุ่งเสลี่ยม บ้านด่านลานหอย กงไกรลาศ คีรีมาศ ศรีนคร และศรีสำโรง
วิธีทำงานมีอยู่ 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
ขั้นที่ 1 ศึกษาเอกสารและข้อมูลพื้นฐานของแต่ละพื้นที่ พร้อมสอบถามปราชญ์ชุมชนและผู้นำท้องถิ่นว่าในละแวกนั้นมีใครทำงานช่างอยู่บ้าง เพื่อร่างเป็นแผนที่ขั้นต้นก่อนลงพื้นที่จริง
ขั้นที่ 2 ลงพื้นที่ภาคสนาม ใช้แบบสำรวจที่มีโครงสร้างร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตการณ์ จดบันทึกพร้อมเก็บภาพถ่ายการทำงานของช่างทุกราย
ขั้นที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาปักหมุดลงแผนที่ทางวัฒนธรรม และจัดเก็บเข้าฐานข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นระบบ
ขั้นที่ 4 ถอดองค์ความรู้ของงานช่างที่โดดเด่น พัฒนาเป็นหลักสูตร แล้วทดลองเปิดสอนจริงให้คนในพื้นที่ได้เรียน กรอบการค้นหาครอบคลุมงานช่าง 10 สาขา ตามการแบ่งประเภทงานช่างฝีมือของไทย ได้แก่
สาขาที่ 1 งานพุทธศิลป์ ศาสนศิลป์ และจิตรกรรม
สาขาที่ 2 งานเครื่องดนตรี คือการสร้างและซ่อมเครื่องดนตรีไทย
สาขาที่ 3 งานโลหศิลป์ ได้แก่ เครื่องเงิน เครื่องทอง งานคร่ำ และถนิมพิมพาภรณ์
สาขาที่ 4 งานเครื่องจักสาน ทั้งย่านลิเภา ไม้ไผ่ เครื่องหวาย และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
สาขาที่ 5 งานเครื่องปั้นดินเผา ได้แก่ งานเซรามิก สังคโลก เครื่องเคลือบ และเครื่องปั้นดินเผา
สาขาที่ 6 งานผ้าและสิ่งถักทอ ทั้งงานทอ ถัก ปัก พิมพ์ บาติก และการเขียนผ้าลายอย่าง
สาขาที่ 7 งานปูนปั้นและงานไม้ ได้แก่ ช่างไม้ ช่างปูน ช่างปรุงเรือน และช่างสลัก
สาขาที่ 8 งานศาสตราวุธ เช่น กริช และเครื่องศาสตราวุธไทย
สาขาที่ 9 งานเครื่องสด ได้แก่ งานแทงหยวก งานดอกไม้ ใบตอง และมาลาพันดวง
สาขาที่ 10 งานเครื่องรักและเครื่องเขิน ผลปรากฏว่าพบช่างจริงใน 9 สาขาแรก
ส่วนสาขาที่ 10 คืองานเครื่องรักเครื่องเขินนั้น สำรวจครบทั้งจังหวัดแล้วยังไม่พบช่างในพื้นที่ ทั้งจังหวัดพบช่างศิลป์รวม 125 คน แบ่งเป็น 101 คนใน 3 อำเภอแรก และอีก 24 คนใน 6 อำเภอหลัง ช่างที่อายุน้อยที่สุดเพิ่ง 19 ปี ส่วนอาวุโสที่สุดอายุถึง 86 ปี
บางคนทำงานช่างเป็นอาชีพหลักเลี้ยงครอบครัว บางคนทำเป็นงานจิตอาสาในงานบุญโดยไม่รับค่าตอบแทนสักบาทแต่มีอีกตัวเลขหนึ่งที่ทำให้ต้องหยุดคิด เมื่อถามช่างว่างานของท่านมีผู้สืบทอดหรือไม่ คำตอบแบ่งเกือบครึ่งต่อครึ่ง พูดง่าย ๆ คือช่างเกือบครึ่งจังหวัดกำลังทำงานของตนเป็น “รุ่นสุดท้าย” และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องราวในบทต่อ ๆ ไปจึงไม่ใช่แค่เรื่องน่ารู้ แต่เป็นเรื่องเร่งด่วน