บทที่ 8 บ้านทุ่งหลวง: หมู่บ้านที่ทั้งหมู่บ้านปั้นดิน

ที่ตำบลทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่พิเศษกว่าที่ไหนในสุโขทัย บ้านทุ่งหลวงเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ไม่ปรากฏประวัติการอพยพย้ายถิ่นเลยตลอดกว่าร้อยปี ผู้คนยังใช้ชีวิตแบบชาวสุโขทัยดั้งเดิม และที่เหลือเชื่อที่สุดคือ แทบทุกครัวเรือนปั้นเครื่องปั้นดินเผาเป็น สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่นเหมือนเป็นภาษาที่สองของหมู่บ้าน

วิถีชีวิตชาวบ้านทุ่งหลวงกับการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบไม่เคลือบ

วิถีชีวิตชาวบ้านทุ่งหลวงกับการทำเครื่องปั้นดินเผาแบบไม่เคลือบ

เครื่องปั้นของทุ่งหลวงเป็นแบบ “ไม่เคลือบ” เผาแบบสุมไฟจนได้สีแดงอิฐอันเป็นเอกลักษณ์ ใช้ดินเหนียวจากแหล่งสาธารณะในชุมชนเท่านั้น ของขึ้นชื่อคือหม้อกรัน หรือที่เรียกกันว่า “หม้อกรันพระร่วง” กระถาง โอ่ง คนโท และหม้อดินสำหรับประกอบอาหาร ช่างที่นี่ถนัดขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน มือไวถึงขั้นบางคนปั้นได้วันละกว่า 100 ใบ

หม้อกรันพระร่วง ของขึ้นชื่อประจำบ้านทุ่งหลวง

หม้อกรันพระร่วง ของขึ้นชื่อประจำบ้านทุ่งหลวง

พัฒนาการของเครื่องปั้นทุ่งหลวงแบ่งได้เป็น 4 ยุค ดังนี้

ยุคที่ 1 ยุคแรกเริ่ม ตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้านจนถึงราวปี พ.ศ. 2515 ปั้นเพื่อใช้ในครัวเรือนล้วน ๆ ทั้งหม้อข้าว ชามอ่าง ซึ้ง ชุดเตาขนมครก โอ่งน้ำ และหม้อกรัน เผาด้วยวิธีสุมไฟจนได้สีแดงอิฐ

ยุคที่ 2 ยุคร่วมสมัย ราวปี พ.ศ. 2515 ถึง 2530 เกิดการปฏิวัติเครื่องมือ เปลี่ยนแป้นหมุนไม้ที่ใช้แรงคนเป็นแป้นปูนหมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังผลิตพุ่งสูงขึ้น และเริ่มปั้นของประดับของเล่นเพิ่มจากของใช้

ยุคที่ 3 ยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา คือยุคของความหลากหลาย มีทั้งชุดกระทะเนื้อย่าง หม้อต้มยำ โคมไฟฉลุลาย แจกัน รูปปั้นเทพและสัตว์ในวรรณคดี ปรับตามลูกค้าสั่งได้หมดกระทั่งโอ่งสำหรับแมวนอนและหม้อดินจิ้มจุ่ม

ยุคที่ 4 ยุคพัฒนา คือยุคที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เมื่อหมู่บ้านค้นพบว่าสมบัติที่แท้จริงของตนไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือวิถีชีวิตทั้งหมู่บ้านที่ยังปั้นดินกันอยู่จริง

รายได้เฉลี่ยจากการขายเครื่องปั้นอยู่ที่ราว 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งช่างส่วนใหญ่บอกว่าเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ

ยุคที่ 4 เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในปี พ.ศ. 2565 เมื่อชุมชนร่วมกันจัด “เทศกาลขวัญดิน” ขึ้นเป็นครั้งแรก ฟื้นฟูย่านชุมชนเก่า เปิดบ้านให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสวิถีช่างปั้น ผลตอบรับดีเกินคาด เศรษฐกิจชุมชนกลับมาหมุนเวียนหลังโควิด และที่มีค่ากว่ารายได้คือความภาคภูมิใจของชาวบ้านที่ได้เห็นคนภายนอกชื่นชมสิ่งที่พวกเขาทำมาทั้งชีวิต

บรรยากาศเทศกาลขวัญดิน ที่ฟื้นย่านชุมชนเก่าบ้านทุ่งหลวง

บรรยากาศเทศกาลขวัญดิน ที่ฟื้นย่านชุมชนเก่าบ้านทุ่งหลวง

การเรียนการสอนของทุ่งหลวงก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว พวกเขาเรียกมันว่า “วิทยาลัยใต้ถุนบ้าน” ห้องเรียนคือใต้ถุนบ้านของช่างจริง ๆ ครูคือช่างทุกรุ่นในชุมชน ตั้งแต่ครูน้อย จิ๋วนารายณ์ วัย 90 ปี ผู้เชี่ยวชาญลายเครื่องปั้นทุ่งหลวง ครูจันทร์แรม อ้นทอง วัย 58 ครูตรีณัฐฐา ยิ่งกุลภคิน วัย 44 ครูจันทรา อ่วมพรม วัย 43 เรื่อยมาจนถึงครูนภาพร อ้นทอง วัย 33 และครูราเชนทร์ โสภาศรี วัย 28 ช่างหนุ่มที่ต่อยอดสู่งานจิตรกรรม ช่วงวัยของครูที่ไล่จาก 90 ถึง 28 ปีนี่เอง คือหลักฐานว่าการสืบทอดที่ทุ่งหลวงยังไม่ขาดสาย

“วิทยาลัยใต้ถุนบ้าน” แหล่งเรียนรู้ของชุมชนบ้านทุ่งหลวง

“วิทยาลัยใต้ถุนบ้าน” แหล่งเรียนรู้ของชุมชนบ้านทุ่งหลวง

เครื่องปั้นดินเผาทุ่งหลวงถูกประเมินว่าเป็นงานช่างศิลป์ที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระดับสูงที่สุดของจังหวัด องค์ความรู้จึงถูกถอดออกมาเป็นหลักสูตร 8 วิชา ดังนี้

วิชาที่ 1 การเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ ทั้งการรู้จักแหล่งดิน เตาเผา เครื่องอัดดิน และแม่พิมพ์

วิชาที่ 2 กรรมวิธีการเตรียมดิน ตั้งแต่ทำความสะอาดดินจนถึงหมัก ดินในบ่อเพื่อทำน้ำดิน

วิชาที่ 3 กระบวนการผลิตโดยการขึ้นรูปด้วยวิธีต่าง ๆ

วิชาที่ 4 การตกแต่งเครื่องปั้นดินเผา เช่น การแกะและฉลุลวดลาย เฉพาะถิ่น

วิชาที่ 5 กรรมวิธีการตากและการเผา รวมถึงวิธีเผาแบบโบราณ เฉพาะถิ่น

วิชาที่ 6 การตรวจสอบเครื่องปั้นดินเผาหลังการผลิตให้ได้มาตรฐาน

วิชาที่ 7 การบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์

วิชาที่ 8 ฝึกปฏิบัติการปั้นเครื่องปั้นดินเผาสุโขทัย เพื่อเป็นผลงาน สรุปการเรียนรู้

หลักสูตรนี้เปิดสอนจริงแล้ว โดยมีผู้เรียนรุ่นแรก 15 คน

แต่ใช่ว่าจะไม่มีเมฆหมอก การผลิตเชิงอุตสาหกรรมตามออเดอร์ทำให้บทบาทของช่างฝีมือประณีตลดลง และคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงออกไปทำงานนอกหมู่บ้าน ความฝันระยะยาวของชุมชนจึงเรียบง่ายแต่กินใจ พวกเขาอยากเป็นเมืองต้นแบบการท่องเที่ยวเชิงวิถีช่างปั้นหม้อ และอยากให้ลูกหลานชาวทุ่งหลวงกลับบ้าน มาจับดินเหนียวผืนเดียวกับที่ปู่ย่าตายายเคยจับ